Bipolar Disorder คืออะไร? พร้อมวิธีรู้เท่าทันและดูแล

เชื่อว่าหลายคนต้องเคยได้ยินคำว่า ‘Bipolar (ไบโพล่าร์)’ มาก่อนแล้ว เพราะเป็นอาการที่เราพบเห็นได้บ่อยขึ้น และได้รับการกล่าวถึงมากขึ้นในสังคมไทยตลอดหลายปีมานี้ ทุกวันนี้มีผู้ป่วยด้วยโรคไบโพล่าร์ประมาณ 10 – 15% ของจำนวนประชากรในประเทศไทย และอีกหลายร้อยล้านคนทั่วโลก ซึ่งนั่นแปลว่า ผู้ป่วยอาจจะเป็นคนที่เรารู้จัก ครอบครัว หรือเพื่อนของเราก็ได้ และรู้ไหมคะว่าผู้ป่วยด้วยโรคนี้มีอัตราการทำฆ่าตัวตายมากถึง 15 – 20% เลยทีเดียว เมื่อลองคิดดูแล้วจะพบว่าเป็นสถิติที่น่าตกใจมาก เพราะนั่นแปลว่า 1 ใน 5 ของผู้ป่วยไบโพล่าร์จะตัดสินใจจบชีวิตตัวเองด้วยการฆ่าตัวตาย เพราะฉะนั้น ถ้าคุณเป็นอีกคนหนึ่งที่ยังไม่แน่ใจว่า Bipolar Disorder คืออะไร หรืออยากจะหาวิธีเพื่อรู้เท่าทัน เพื่ออยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข และป้องกันความสูญเสียที่อาจจะเกิดขึ้น เราอยากให้ลองตั้งใจอ่านบทความนี้ไปจนจบค่ะ : )

  • Bipolar Disorder คืออะไร?

bipolar disorder คือ อารมณ์

Bipolar Disorder หรือ “โรคอารมณ์สองขั้ว” เป็นโรคทางจิตเวชชนิดหนึ่งที่เกิดจากความผิดปกติของสารเคมีในสมองและทำให้ผู้ป่วยมีความผิดปกติทางอารมณ์ โดยจะมีอารมณ์สองขั้วที่เปลี่ยนไปและมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน

ขั้วแรกเป็นขั้วคึกคัก ที่เรียกว่าแมเนีย (Mania) ผู้ป่วยจะแอคทีฟตลอดเวลา พูดเยอะ ทำกิจกรรมเยอะ ความคิดลื่นไหลปรู๊ดปร๊าด และมีเรี่ยวแรงมหาศาล ไม่รู้สึกง่วงนอนหรืออยากพักผ่อน บางคนสามารถทำงานข้ามวันข้ามคืนได้โดยไม่พัก ดูเผินๆ เหมือนจะดีใช่ไหมคะขั้วนี้ แต่จริงๆ แล้ว การอยู่ในช่วงแมเนีย แม้จะทำให้ผู้ป่วยดูมีเรี่ยวแรงและทำกิจกรรมมากขึ้น แต่ผู้ป่วยอาจจะทำอะไรไม่สำเร็จเลยสักอย่าง เพราะในขณะที่ไอเดียเยอะมาก ผู้ป่วยกลับไม่สามารถจดจ่อกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งได้นานๆ และความคิดวิ่งเร็วมากก็อาจจะทำให้เกิดความสับสนจนตามความคิดตัวเองไม่ทัน รวมไปจนถึงไม่สามารถระงับอารมณ์ของตัวเองได้ ขาดความยับยั้งชั่งใจ แสดงความก้าวร้าวมากขึ้น มีความหลงผิดและมั่นใจในตัวเองมากเกินไปซึ่งอาจทำให้ผู้ป่วยสร้างความเสียหายบางอย่างโดยไม่รู้ตัวได้ และในบางรายอาจมีอาการประสาทหลอนร่วมด้วย

และในขณะเดียวกัน ผู้ป่วยไบโพล่าร์จะมีอารมณ์อีกขั้วหนึ่งซึ่งเป็นขั้วเศร้าซึม (Depression) ซึ่งตรงข้ามกับขั้วคึกคักอย่างสิ้นเชิง ผู้ป่วยจะรู้สึกเหนื่อยอ่อน ไม่มีเรี่ยวแรงที่จะทำอะไร เบื่อ เศร้า ท้อแท้ ไม่มีความกระตือรือร้นต่อกิจกรรมที่ปกติเคยชอบทำ ความคิดไม่แล่น ไม่ลื่นไหล ไม่สามารถตัดสินใจในเรื่องที่เคยทำเป็นประจำทุกวันได้ ความจำแย่ลง มีความรู้สึกว่าตัวเองไม่ดีพอ ไม่มีคุณค่า และสิ้นหวัง ไปจนถึงเริ่มคิดเรื่องความตายมากขึ้น

โดยอาการไบโพล่าร์จะแบ่งเป็น 2 กลุ่มค่ะ

  1. กลุ่มแรกคือ Bipolar I Disorder ซึ่งผู้ป่วยจะแสดงอารมณ์ทั้ง 2 ขั้วสลับกัน หรืออาจจะแสดงอาการ Mania เพียงอย่างเดียวก็ได้
  2. กลุ่มที่สองคือ Bipolar II Disorder ซึ่งผู้ป่วยจะแสดงอารมณ์ซีมเศร้าสลับกับ Hypomania

*Hypomania เป็นอาการที่ผู้ป่วยมีความคึกคัก ความคิดลื่นไหล มั่นใจในตัวเอง ความอยากพักผ่อนลดลง แบบเดียวกับ Mania เลยค่ะ ความแตกต่างคือภาวะ Hypomania มักไม่กระทบการใช้ชีวิตประจำวันมากนัก ไม่กระทบหน้าที่การงาน และไม่มีอาการหลงผิดหรือประสาทหลอนร่วมด้วย*

  • โรคไบโพล่าร์ต่างกับโรคซึมเศร้า (Major Depressive Disorder) อย่างไร?

bipolar disorder คือ เศร้า

ผู้ป่วยโรคซึมเศร้าจะแตกต่างกับผู้ป่วยไบโพล่าร์ตรงที่จะแสดงอารมณ์ด้านซึมเศร้า (Depression) เพียงอย่างเดียว ไม่แสดงความแปรปรวนทางอารมณ์ และอาการ Mania แบบต่างๆ ออกมาให้เห็น กล่าวคือเราจะไม่เห็นผู้ป่วยโรคซึมเศร้าแสดงอารมณ์คึกคัก ทำอะไรหุนหันพลันแล่น พูดเยอะ และอยากทำโน่นทำนี่ สรรหากิจกรรมใหม่ๆ ได้ตลอดเวลาแบบที่ผู้ป่วยไบโพล่าร์มักจะเป็นค่ะ แต่ข้อควรระวังเมื่อคุณรู้จักหรือใช้ชีวิตร่วมกับผู้ป่วยซึมเศร้าก็คือ ผู้ป่วยมักมีความรู้สึกหมดกำลังใจและดำดิ่งไปกับความสิ้นหวัง อาจคิดหมกมุ่นเรื่องความตายได้บ่อยๆ และมีอัตราการฆ่าตัวตายสูงพอๆ กับผู้ป่วยไบโพล่าร์ ผู้ป่วยโรคซึมเศร้าควรได้รับการรักษาโดยแพทย์และควรมีคนในครอบครัวคอยเอาใจใส่ดูแลอย่างใกล้ชิด

bipolar disorder คือ หนังสือเรื่องเล่าจากยอดภูเขาน้ำแข็ง
Image Credit: https://www.naiin.com
ShopBack Tips : หากมีผู้ป่วยไบโพล่าร์หรือใครที่มีคนสนิทป่วยด้วยอาการไบโพล่าร์ และอยากหาข้อมูลเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นวิธีการรักษา การใช้ชีวิตในสังคม และการอยู่ร่วมกับความเจ็บป่วยแบบไม่บั่นทอนตัวเอง เราขอแนะนำหนังสือ “เรื่องเล่าจากยอดภูเขาน้ำแข็ง” เขียนโดย “ดาวเดียวดาย” และตีพิมพ์โดย “แพรวสำนักพิมพ์” สามารถเข้าไปเลือกซื้อจากเว็บไซต์ Naiin อ้ะ...แล้วอย่าลืมซื้อผ่าน ShopBack เพื่อรับเงินคืนให้คุ้มมากกว่าด้วยนะคะ 
  • โปรดจำไว้ว่าโรคไบโพล่าร์ไม่ใช่โรคสองบุคลิก

ย้ำอีกครั้งว่า โรคไบโพล่าร์ไม่ใช่โรคสองบุคลิกนะคะ นี่จัดว่าเป็นความเข้าใจผิดของคนกลุ่มใหญ่ในประเทศไทยก็ว่าได้ เพราะถ้าเราเสิร์ชหาคำว่า ‘โรคไบโพล่าร์’ใน Search Engine คำว่าโรคสองบุคลิกก็จะแสดงผลมาด้วยกันทันทีเพราะมีการให้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องผ่านสื่อต่างๆ มาอย่างยาวนาน จริงๆ แล้ว โรคไบโพล่าร์เป็นโรคอารมณ์สองขั้ว ผู้ป่วยจะมีความผิดปกติทางอารมณ์ ไม่ได้มีสองบุคลิกแต่อย่างใด

ส่วนโรคสองบุคลิกที่ว่า จริงๆ แล้วคือ “โรคหลายบุคลิก” หรือ Dissociative Identity Disorder (DID) เป็นโรคทางจิตเวชประเภทหนึ่งที่ตัวผู้ป่วยมีบุคลิกอื่นๆ ผลัดเปลี่ยนกันออกมาใช้ชีวิต และแสดงพฤติกรรมที่แตกต่างไปจากบุคลิกเดิมออกมา ซึ่งเมื่อเปลี่ยนบุคลิกแล้ว ผู้ป่วยจะเปลี่ยนไปทั้งความรู้สึกนึกคิด วิธีพูดจา การใช้เหตุผล และมักสูญเสียความทรงจำในระหว่างที่เปลี่ยนไปเป็นอีกบุคลิก ไม่รู้ตัวว่าทำอะไรลงไปบ้าง จำไม่ได้ว่าติดต่อกับใคร จำไม่ได้ว่าไปไหน ถือเป็นอีกโรคที่แตกต่างจากไบโพล่าร์มากๆ ทั้งอาการและวิธีการรักษาเลยค่ะ

  • เราจะรู้ได้ยังไงว่าใครเป็นไบโพล่าร์?

หลายคนอาจจะเหมารวมว่าอาการเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายคืออาการของคนป่วยไบโพล่าร์ ซึ่งก็มีจุดที่ถูก เพราะผู้ป่วยจะแสดงอารมณ์ 2 ด้านที่แตกต่างกันมากๆ จริงๆ แต่ในการวินิจฉัยว่าใครเป็นไบโพล่าร์ แพทย์จะมีหลักเกณฑ์ในการวินัจฉัย เช่น ต้องแสดงอาการซึมเศร้าติดต่อกันอย่างน้อย 2 อาทิตย์ หรือต้องแสดงอาการแมเนียติดต่อกันอย่างน้อย 4 วัน เป็นต้น ซึ่งถ้าจะพูดกันตรงๆ คนปกติที่ไม่ได้ป่วยทางจิตก็สามารถแสดงอาการเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายได้นะคะ เพียงแต่ว่ามักจะอยู่ในจุดที่ควบคุมได้ และไม่กินระยะเวลายาวนานมากเสียจนกระทบชีวิตประจำวัน หรือสูญเสียความสามารถในการตัดสินใจ

คำถามต่อมาที่คนไม่ป่วยมักโอดครวญคือ “จะรู้ได้ยังไงว่าเค้าแสดงพฤติกรรมแบบนั้นเพราะเค้าป่วย หรือมันเป็นนิสัยของเค้าอยู่แล้ว” เป็นคำถามที่แรงใช่มั้ยล่ะคะ แต่เชื่อเถอะว่าผู้ป่วยหลายคนเจอมากับตัว คนที่จะบอกได้ว่าผู้ป่วยไบโพล่าร์มีอาการป่วยจริงหรือไม่คือ “แพทย์” และคนอีกกลุ่มหนึ่งที่จะสังเกตได้ก็คือ “คนในครอบครัวหรือคนสนิท” ที่มักจะเป็นคนกลุ่มแรกๆ ที่จับสังเกตได้ว่าผู้ป่วยเริ่มแสดงอารมณ์บางอย่างที่ผิดไปจากเดิม โดยเฉพาะอาการ Mania ที่มักสังเกตได้ง่าย เช่น เริ่มทำกิจกรรมบางอย่างที่ปกติไม่เคยทำ หรือเริ่มพูดจาเร็วๆ เยอะๆ ในแบบที่ไม่เคยพูดมาก่อน เริ่มมั่นใจตัวเองมากเกินไป และแสดงความก้าวร้าว เป็นต้น ซึ่งเวลาเราบอกว่าคนคนนี้เป็นคนป่วยไบโพล่าร์ มันแปลว่า “หากคนป่วยอยู่ในภาวะปกติ เขาจะไม่ทำพฤติกรรมแบบนั้น” อาการที่เขาแสดงตอนป่วยไม่ใช่ตัวตนของเขา แต่เพราะว่าเขากำลังป่วย เขาจึงไม่สามารถห้ามตัวเองให้แสดงพฤติกรรมนั้นออกไปได้ หากจะเทียบให้เห็นภาพ ลองนึกภาพเวลาที่เราป่วยเป็นโรคหวัด เราก็ไม่สามารถห้ามตัวเองไม่ให้น้ำมูกไหลหรือไม่ให้ปวดหัว ไม่สามารถห้ามการจามหรือการเจ็บคอของตัวเองได้ ผู้ป่วยไบโพล่าร์ก็ห้ามตัวเองไม่ให้แสดงอาการ Mania หรือซีมเศร้าไม่ได้เช่นกันค่ะ

เราอาจจะพอมองออกได้คร่าวๆ ว่าใครป่วยเป็นโรคไบโพล่าร์ตามอาการที่ได้กล่าวมาแล้วด้านบน แต่คนที่วินิจฉัยได้ถูกต้องที่สุดคือ จิตแพทย์ นั่นเองค่ะ

  • มาอยู่ร่วมกับผู้ป่วยไบโพล่าร์แบบเข้าใจซึ่งกันและกันดีกว่า

อย่างที่บอกไปข้างต้นว่า ผู้ป่วยไบโพล่าร์มีมากถึง 10 – 15% ของประชากรไทยเลยทีเดียว เพราะฉะนั้นพวกเขาก็เป็นคนรอบๆตัวของคุณนี่เอง แถมด้วยการใช้ชีวิตที่มีความรีบเร่งและค่อยๆบีบคั้นมากขึ้นในสังคมทุกวันนี้ก็ทำให้พวกเราทุกคนมีโอกาสที่จะเป็นผู้ป่วยไบโพล่าร์ได้ในวันใดวันหนึ่งเหมือนกัน การทำความเข้าใจ ห่วงใยซึ่งกันและกันจึงเป็นสิ่งที่คนป่วยและคนไม่ป่วยควรมีให้แก่กันค่ะ มาดูกันว่า ในการอยู่ร่วมกับผู้ป่วยไบโพล่าร์ เราควรจะทำความเข้าใจเรื่องไหนบ้าง

  1. หยุดแนะนำให้ผู้ป่วยไปเข้าวัด ปฏิบัติธรรม

คนรอบข้างของคนป่วยไบโพล่าร์ โดยเฉพาะญาติผู้ใหญ่มักปรารถนาดีแนะนำให้ลูกหลานที่ป่วยเข้าหาศาสนาเพื่อสงบจิตใจ แต่ว่า Bipolar Disorder ไม่สามารถรักษาได้ด้วยการนั่งสมาธิ เดินจงกรม หรือปฏิบัติธรรมค่ะ ต้นเหตุของโรคคือความผิดปกติของสารในสมอง เมื่อจะรักษาก็ต้องรักษาด้วยยาและวิธีการอื่นๆ ที่จะสามารถปรับสารในสมองได้ ผู้ป่วยจึงจะอาการทุเลาลง

เพราะฉะนั้น หากญาติหรือเพื่อนของเรามีอาการที่แสดงออกว่าอาจจะเป็นไบโพล่าร์ ควรแนะนำให้เค้าไปพบแพทย์ดีกว่าจ้า เพราะการเสนอแนะวิธีการรักษาเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ควรปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวชโดยตรง หรือหากเค้าพบแพทย์เป็นประจำอยู่แล้ว ควรเป็นกำลังใจให้เค้าหรือชักชวนไปทำกิจกรรมอื่นๆ มากกว่า หากอยากมอบอะไรดีๆ ให้กับผู้ป่วย ลองมองหาของขวัญน่ารักๆ ที่สื่อว่าเราอยู่เคียงข้างและเป็นกำลังใจให้เค้าก็เป็นไอเดียที่ดีมากเลยค่ะ

ShopBack Tips : ของขวัญน่ารักๆ ที่แสดงความห่วงใยของคุณไม่จำเป็นต้องเป็นของแฮนด์เมดก็ได้นะคะหากว่าคุณไม่ถนัดงานฝีมือ ลองคิดดูว่ากิจกรรมที่ผู้ป่วยชอบทำคืออะไร หรืออาจจะเป็นของขวัญที่สื่อถึงกิมมิคเล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับตัวเค้าที่คุณจำได้ เช่น เคยดูภาพยนตร์เรื่องโปรดด้วยกันเลยมอบฟิกเกอร์ของตัวละครดังจากภาพยนตร์เรื่องโปรดนั้นให้เป็นต้นค่ะ หากอยากเลือกของขวัญน่ารักๆ ลองเข้าไปดูที่ Lazada ได้เลยค่ะ มีทั้งสินค้าไลฟ์สไตล์ เครื่องเขียน และสินค้างานอดิเรกหลายอย่างที่ตอบโจทย์การมอบเป็นของขวัญให้คนสำคัญมากเลยล่ะค่ะ
  1. คนที่ร่าเริงที่สุดไม่ใช่คนที่เข้มแข็งที่สุดหรอกนะ

เราอาจจะเห็นว่าผู้ป่วยไบโพล่าร์เค้าจะร่าเริงมากกก แอคทีฟมากกกในช่วงแมเนีย หรือแม้แต่กับคนทั่วไปที่เรารู้สึกว่าเค้าเฟรนด์ลี่ ดูมีความสุขกับชีวิต มันก็ไม่ได้แปลว่าเค้าจะเข้มแข็งและสามารถเผชิญกับเรื่องบีบคั้นหัวใจได้ตลอดเวลา และอย่าชะล่าใจว่าคนที่ดูเหมือนร่าเริงจะไม่มีปัญหาอะไร

ที่สำคัญ คำพูดของเราสำคัญมากเลยค่ะต่อจิตใจของผู้ป่วย ต้องไม่ลืมว่าคนที่สุขภาพจิตแข็งแรงเป็นปกติยังมีปัญหาในการรับมือกับความเครียดหรืออารมณ์ที่เข้ามากระทบจิตใจแบบหนักๆ เลย ผู้ป่วยไบโพล่าร์ซึ่งมีปัญหากับอารมณ์และสุขภาพจิตต้องรับมือได้แย่กว่าอย่างแน่นอน

  1. ไปออกกำลังกายกันเถอะ

bipolar disorder คือ ออกกำลังกาย

การออกกำลังกายช่วยให้ร่างกายหลั่งสารแห่งความสุขออกมา หากผู้ป่วยมีอาการไม่รุนแรง ไม่ได้มีอาการประสาทหลอน หลงผิด หรือตื่นตระหนกร่วมได้ และสามารถปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้างได้โดยไม่มีปัญหาใดๆ การชักชวนผู้ป่วยออกไปออกกำลังกายก็เป็นกิจกรรมดีๆที่น่าทำค่ะ ลองชวนกันไปออกกำลังกายเบาๆ เช่น เดินในสวนสาธารณะ เต้นแอโรบิก วิ่งเหยาะๆ กิจกรรมที่ช่วยทำให้ได้ออกแรงเสียเหงื่อและสูดอากาศดีๆ จากธรรมชาติจะช่วยให้ผู้ป่วยผ่อนคลายได้มากขึ้นเยอะเลยค่ะ

ShopBack Tips : การไปวิ่งเหยาะๆ หรือเดินเล่นในสวน หรือสถานที่ที่อากาศดีเหมาะมากเลยค่ะสำหรับช่วยให้ผู้ป่วยผ่อนคลายอารมณ์ แต่การป่วยเป็นไบโพล่าร์หรือโรคซึมเศร้ามีแนวโน้มสูงมากเลยค่ะที่พฤติกรรมช่วงที่มีอาการป่วยจะทำให้ผู้ป่วยบางรายน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นเยอะ และยาบางตัวที่ได้รับก็อาจจะไปเพิ่มความอยากอาหารของผู้ป่วยอีกเช่นกัน เพราะฉะนั้นการออกกำลังกายจะต้องเหมาะสมกับน้ำหนักตัวด้วยค่ะ หากคุณชวนผู้ป่วยไปวิ่งหรือเดินในสวนสาธารณะ สิ่งที่ควรคำนึงมากที่สุดคือ “รองเท้า” จะต้องรองรับน้ำหนักตัวและป้องกันการบาดเจ็บไขข้อของผู้ป่วยได้ สำหรับรองเท้าออกกำลังกาย เราขอแนะนำให้ลองเลือกดูที่ Nike เลยค่ะ นอกจากจะมีให้เลือกหลายแบบแล้ว ถ้าซื้อผ่าน ShopBack ก็ยังได้เงินคืนอีกด้วยนะ 
  1. ไปเที่ยวเปลี่ยนบรรยากาศกันบ้างดีกว่า

bipolar disorder คือ ธรรมชาติ

การได้พาผู้ป่วยออกไปจากสภาพแวดล้อมเดิมๆ ผู้คนเดิมๆที่เห็นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันก็เป็นสิ่งที่ดีต่อสุขภาพจิตของผู้ป่วยไบโพล่าร์เช่นกันค่ะ แต่ในการพาผู้ป่วยไปเที่ยว ต้องเช็คว่าพกยาไปครบถ้วนด้วยนะคะ ไม่ควรปล่อยให้ผู้ป่วยขาดยาอย่างเด็ดขาด ที่สำคัญคือต้องดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด และควรเลือกสถานที่ที่ไม่มีอันตรายหรือความเสี่ยงต่อผู้ป่วยด้วยค่ะ

ShopBack Tips : ถ้ายังไม่รู้ว่าจะจองที่พักและเที่ยวบินราคาประหยัดจากที่ไหน ลองเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่ Agoda เลยค่ะ เพราะเค้ามีข้อมูลโรงแรมที่พักและการรีวิวที่ละเอียดมาก คุณสามารถเช็คกิจกรรมที่น่าทำทั้งในโรงแรมที่พัก และสถานที่ท่องเที่ยวที่อยู่ใกล้ได้จาก Agoda เลยค่ะ สะดวกสบายมากๆ แถมช้อปผ่าน ShopBack ยังได้เงินคืนไว้ให้ทำอย่างอื่นได้ด้วยค่ะ 🙂

?สำหรับใครที่อยากกินเที่ยวช้อปแบบชาญฉลาด อย่าลืมลงทะเบียนเพื่อรับเงินคืนทุกครั้งที่ช้อปปิ้งออนไลน์ผ่าน ShopBack เพราะแค่ คลิก ช้อป สะสม ก็สามารถโอนเงินคืนเข้าบัญชีธนาคารตัวเองได้ไม่ยากแล้ว ลองใช้กันดูนะคะ!!

?พูดคุยและรับข่าวสารเงินคืนให้คุณประหยัดได้มากขึ้นที่ www.facebook.com/ShopBackThailand

?ส่วนใครอยากแชร์โปรเด็ด ดีลโดน แวะมาบอกกันที่ group ฉลาดเลือก ฉลาดช้อป ของ ShopBack กันได้นะจ้ะ 

Facebook Comments