เราเชื่อว่าถ้าเป็นไปได้คงไม่มีใครอยากพูดโกหกใช่ไหมหล่ะคะ เพราะการโกหกเป็นการปิดบังความจริงจากคนอื่นและยังเป็นสิ่งที่ขัดแย้งกับจิตสำนึกหรือศีลธรรมในตัวเรา แม้ว่าบางครั้งจะเป็นการโกหกเพื่อเอาตัวรอดก็ยังทำให้รู้สึกผิด แต่รู้ไหมว่าในโลกนี้มีบางคนที่โกหกแบบเต็มใจและพอใจที่จะโกหกด้วยนะ วันนี้ ShopBack Blog ขอพาเพื่อนๆ ไปรู้จักกับ 5 เรี่องโกหกในประวัติศาสตร์ที่เรียกว่าโกหกจนได้โล่แบบที่เราคาดไม่ถึงกันเลยทีเดียว

คลิกสมัครใช้ ShopBack          รับข่าวสารเงินคืน          แชร์โปร เก็บดีล
 

ShopBack ชวนฟัง : “Blog เล่า” ช่องที่จะพาคุณฟัง เรื่อง Unseen ครอบจักรวาล ที่คุณควรจะรู้ แต่ยังไม่รู้!

❤︎ ฟังสบาย Unseen ได้ทุกเดือนที่ Youtube : Blog เล่า
❤︎ อัปเดตเรื่องราว Unseen กันต่อได้อีกที่ twitter : @BlogLao_Unseen

5 เรี่องโกหกในประวัติศาสตร์ ที่เราคาดไม่ถึงว่าโกหกแบบนี้ก็มีด้วย !?

  1. Nazi Propaganda โฆษณาชวนเชื่อสื่อการสังหารหมู่ชาวยิว

การโกหก จิตวิทยา, เรี่องโกหก
Image Credit : encyclopedia.ushmm.org

รู้ไหมว่าการโกหก จิตวิทยานั้นเกี่ยวข้องกัน เพราะมนุษย์เรามักใช้การโกหกเพื่อโฆษณาชวนเชื่อหรือเข้าควบคุมคนอื่นให้คิดหรือทำในแบบที่ตัวเองต้องการ อย่างเรื่องแรกที่เราจะนำมาเล่าให้ฟัง “Nazi Propaganda” หรือเรื่องโฆษณาชวนเชื่อของนาซีที่สร้างสื่อสังหารหมู่ชาวยิวนั่นเอง

ลัทธินาซีเกิดขึ้นในเยอรมันช่วงทศวรรษที่ 1930 แต่การเหยียดและต่อต้านชาวยิวมีมาก่อนหน้านี้แล้ว และการต่อต้านที่นาซีพยายามชวนเชื่อนั้นก็นำไปสู่ “the Final Solution” หรือก็คือแนวคิดในการกำจัดชาวยิวให้หมดไปจากโลก ! เพื่อบรรลุเป้าหมายนี้ ฮิตเลอร์และโจเซฟ เกิบเบลส์ (Joseph Goebbels) รัฐมนตรีกระทรวงโฆษณาชวนเชื่อได้เปิดตัวแคมเปญเพื่อโน้มน้าวชาวเยอรมันว่าชาวยิวคือศัตรู การโกหกเพื่อชวนเชื่อนี้เล่าเรื่องราวย้อนไปไกลถึงยุคกลางอ้างว่าชาวยิวมีส่วนในการฆ่าเด็กคริสเตียนและใช้เลือดไปทำขนมปัง

เรี่องโกหกเรื่องนี้ทำให้เราเข้าใจทฤษฎี Big Lie หรือก็คือแม้ว่าเรื่องที่โกหกจะเป็นเรื่องใหญ่แค่ไหน แต่หากมีการชวนเชื่อ มีการทำสื่อเผยแพร่ ประชาสัมพันธ์ไปเรื่อยๆ ก็จะกลายเป็นเรื่องที่ทุกคนเชื่อและไม่กล้าพูดว่ามันคือเรื่องโกหกอีกต่อไป ถือเป็นทฤษฎีที่นำไปอธิบายเรื่องราวการโกหกอีกหลายๆ เรื่องในประวัติศาสตร์ได้เป็นอย่างดี ส่วนเรื่องนี้แม้สุดท้ายนาซีจะแพ้สงคราม แต่สิ่งที่พวกเขาทำกับชาวยิวก็โหดร้ายและไร้มนุษยธรรมอย่างที่สุด เพราะเกิดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ขึ้นมาจริงในประวัติศาสตร์โลกของเราค่ะ

https://app.shopback.com/BlogRAF

  1. Team Ultra ทีมถอดรหัสพลิกขั้วสงคราม

การโกหก จิตวิทยา, เรี่องโกหก
Image Credit : britannica.com

อย่างที่เรากล่าวไปข้างต้นแล้วว่าเรื่องการโกหก จิตวิทยานั้นเกี่ยวข้องกัน บางครั้งเราก็ต้องโกหกเพื่อเอาตัวรอด อย่างเช่นการโกหกของ Team Ultra ทีมถอดรหัสในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองที่ทำหน้าที่ถอดรหัสของนาซี Team Ultra เป็นทีมสำคัญที่มีอลัน ทัวร์ริงผู้บุกเบิกการส้รางคอมพิวเตอร์และนักคณิตศาสตร์คนอื่นๆ ทำงานร่วมกัน พวกเขาสามารถถอดรหัส Nazi Enigma code ได้ ทำให้สามารถเปิดเผยตำแหน่งเรือดำน้ำของเยอรมันและหลีกเลี่ยงการโจมตีของเรือเหล่านั้นได้อีกด้วย ส่งผลให้การขนส่งเสบียงอาหารและน้ำมันจากอเมริกาเหนือไปยังอังกฤษเป็นไปได้ด้วยดี นอกจากนี้ยังเป็นหน่วยงานที่สอนฝ่ายสัมพันธมิตรให้ปลอมแปลงข้อมูลเวลาสื่อสารเพื่อไม่ให้เยอรมันจับได้ ถือเป็นการโกหกเพื่อกลยุทธ์ทางสงครามและยังเป็นหนึ่งในหน่วยงานสำคัญที่เป็นตัวแปรชัยชนะในสงครามโลกอีกด้วย

ShopBack Tips : การโกหกอยู่กับมนุษยชาติมานานแล้ว ถึงขนาดมีเทศกาลวันโกหกโลกเกิดขึ้นมาเลยนะ แต่ใช่ว่าทุกคนจะสนุกกับเรื่องโกหก ดังนั้นเราจึงต้องมีสติ คิดก่อนพูดทุกครั้ง และไม่โกหกหากไม่จำเป็นจริงๆ หรือหากจำเป็นต้องพูดโกหกขึ้นมาก็อย่าลืมว่าคำพูดของเราต้องไม่ทำร้ายตัวเองและคนรอบข้างนะคะ ไปช้อปหนังสือเกี่ยวกับจิตวิทยาเรื่องการโกหกและศิลปะในการพูดมาศึกษาเพิ่มเติมให้เข้าใจเรื่องราวของการโกหกกันมากขึ้นได้เลยที่ ลาซาด้า อย่าลืมช้อปผ่าน ShopBack เพื่อรับเงินคืนด้วยนะ
ช้อป Lazada ผ่าน ShopBack คลิก!

  1. Anna Anderson เจ้าหญิงที่หายสาบสูญของราชวงศ์โรมานอฟ

การโกหก จิตวิทยา, เรี่องโกหก
Image Credit : historynaked.com

ในปีค.ศ.1918 ในเหตุการณ์การปฏิวัติบอลเชวิค (the Bolshevik Revolution) มีการประหารสมาชิกรางวงศ์โรมานอฟ ทั้งพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 ไปจนถึงจักรพรรดินีและราชวงศ์องค์อื่นๆ แต่กลับมีข่าวลือแพร่ออกมาว่าองค์หญิงอนาสตาเซียหนีรอดไปได้ ดังนั้นจึงมีนักต้มตุ๋นหลายคนอาศัยข่าวลือนี้มาสร้างเรี่องโกหกขึ้นมาเพื่อหาประโยชน์ หนึ่งในนั้นก็คือ แอนนา แอนเดอร์สัน (Anna Anderson) เธอถูกพบหลังพยายามฆ่าตัวตายแต่ทำไม่สำเร็จ เจ้าหน้าที่จึงพาเธอส่งโรงพยาบาล มีคนสังเกตว่าเธอมีความคล้ายคลึงกับองค์หญิงผู้หายสาบสูญ อย่างไรก็ตามมีญาติและผู้ที่เคยทำงานใกล้ชิดราชวงศ์ตั้งข้อสงสัยในเรื่องนี้ แต่ก็มีอีกหลายคนสนับสนุนและเชื่อว่าเธอคือองค์หญิงตัวจริง จนเมื่อเธอเสียชีวิตจึงได้มีการพิสูจน์ DNA และพบว่าเรื่องทั้งหมดเป็นเพียงเรื่องหลอกลวงที่สร้างเจ้าหญิงตัวปลอมขึ้นมาเท่านั้น

ShopBack Tips : การโกหกหรือหลอกตัวเองว่าเราเป็นคนอื่นนั้นอาจมาจากหลายสาเหตุ บางคนเป็นเพราะความอิจฉา อยากได้อยากมี ต้องการชื่อเสียง เงินทอง หรือความรัก อย่างไรก็ตามหากเราเรียนรู้วิธีรักตัวเองอย่างเหมาะสม เราก็จะไม่รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจจนต้องหลอกตัวเองหรืออยากมีชีวิตแบบคนอื่นค่ะ มาเพิ่มกำลังใจให้เรารักตัวเองกันมากขึ้นด้วยหนังสือจิตวิทยาพัฒนาตัวเองดีๆ สักเล่ม ไปช้อปกับ ช้อปปี้ กันได้เลย เพราะช้อปออนไลน์ผ่าน ShopBack แล้วได้เงินคืนด้วยนะ
ช้อป Shopee ผ่าน ShopBack คลิก!

  1. Van Meegeren ปลอมภาพจนเป็นเรื่อง

การโกหก จิตวิทยา, เรี่องโกหก
Image Credit : wikipedia.org

เรี่องโกหกนี้เป็นผลพวงมาจากความต้องการเป็นที่ยอมรับและอยากเพิ่มคุณค่าให้กับตัวเองของ Han van Meegeren ศิลปินที่เชื่อว่าเขาสามารถหลอกนักวิจารณ์และผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปะให้ยอมรับความอัจฉริยะของเขาได้ ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 เกิดเหตุถกเถียงกันในหมู่นักวิจารณ์ว่า Vermeer เป็นผู้วาดภาพชุดที่แสดงถึงฉากในคัมภีร์ไบเบิ้ลหรือไม่ Van Meegeren มองเห็นโอกาสในครั้งนี้จึงมุ่งมั่นทำงานเพื่อสร้างผลงานปลอมอย่าง “The Disciples at Emmaus” ขึ้นมา โดยใส่ใจในทุกๆ รายละเอียดแม้กระทั่งความแข็งและรอยแตกของสี จนในที่สุดก็สามารถหลอกนักวิจารณ์ได้

ภาพของเขาถูกยอมรับว่าเป็นของจริง แต่เขาก็ไม่พอใจแค่นั้นเพราะหลังจากนั้นเขายังทำภาพปลอมอื่นๆ ออกมาขายอีกด้วย กระทั่งช่วงปี 1930 – 1940 เขาทำผิดพลาดครั้งใหญ่ด้วยการขายภาพปลอมให้กับสมาชิกพรรคนาซีในเยอรมันจนโดนข้อหาขายสมบัติของชาติให้ศัตรู เขาจึงต้องพยายามวาดภาพปลอมออกมายืนยันต่อเจ้าหน้าที่เพื่อพิสูจน์ว่าตัวเองไม่ได้ขายสมบัติของชาติ สุดท้ายเขาก็ออกจากคุกหลังถูกจำคุกไปหนึ่งปี แต่ Van Meegeren ก็เสียชีวิตด้วยอาการหัวใจวายสองเดือนหลังจากการพิจารณาคดีของเขาเอง

  1. Thomas Salme นักบินปลอม ผู้บินมาแล้วทั่วโลกกว่า 13 ปี! 

การโกหก จิตวิทยา, เรี่องโกหก
Image Credit : mattravel.it

หนึ่งในเรื่องที่โด่งดังที่สุดในประวัติศาสตร์การโกหกก็คือเรื่องของ Thomas Salme นักบินปลอมผู้บินมาแล้วทั่วโลกกว่า 13 ปี หลังทำงานในสายการบินนานาชาติเป็นเจ้าหน้าที่และกัปตันตั้งแต่ปี 1997 – 2010 เขาถูกจับที่สนามบิน Schiphol Airport ในเดือนมีนาคม 2010 

การหลอกลวงของเขาเริ่มขึ้นในปี 1997 เมื่อเขาทำงานเป็นวิศวกรซ่อมบำรุงของสายการบิน SAS airlines จากนั้นจึงไปสมัครเป็นผู้ช่วยนักบินของสายการบินอิตาลีอย่าง Air One โดยใช้เอกสารปลอม เขาเรียนการบินโดยอาศัยเครื่องจำลองการบินที่สนามบิน Stockholm Arlanda Airport ซึ่งเพื่อนของเขาเองอนุญาตให้เข้าไปใช้งานนอกเวลาทำการ จนปี 1999 เขาเลื่อนขั้นเป็นกัปตันและทำงานให้สายการบิน Air One จนถึงปี 2006 แล้วจึงย้ายไปที่ตุรกีและเนเธอร์แลนด์ เขาเป็นกัปตันที่นั่นอยู่หนึ่งปีก่อนจะเซ็นสัญญากับสายการบิน English Jet และกลับไปทำงานที่ Corendon อีกครั้ง Salme สะสมชั่วโมงบินกว่า 10,000 ชั่วโมงและในระหว่างนี้เขาไม่เคยมีใบอนุญาตินักบินพาณิชย์ที่ถูกต้องเลย

สุดท้ายเขาถูกจับในปี 2010 ขณะอยู่ในห้องนักบินของเครื่องบินโบอิ้ง 737 ที่บรรทุกผู้โดยสารกว่า 101 คน เขาถูกปรับเงิน 2,000 ยูโร หรือประมาณ 73,000 บาท และถูกศาลสั่งห้ามบินเป็นเวลา 12 เดือนรวมถึงสั่งจำคุก 3 เดือน  เป็นผลให้เขาถูกปรับ 2,000 ยูโร (1,700 ปอนด์หรือ 2,700 ดอลลาร์) และถูกศาลเนเธอร์แลนด์สั่งห้ามบินเป็นเวลา 12 เดือนซึ่งปฏิเสธคำร้องของอัยการให้สั่งจำคุกเป็นเวลาสามเดือน หลังจากนั้น Salme ให้การผ่านทนายความว่าเขาไม่ต้องการบินอีกแล้ว และเขียนหนังสือบอกเล่าประสบการณ์ตัวเองที่ชื่อ En bluffpilots bekännelse (Confessions of a Con Pilot) ซึ่งตีพิมพ์ในปี 2012 โดยสำนักพิมพ์ Norstedts förlag นอกจากนี้เขายังมีผลงานกำกับภาพยนต์สารคดีออกมาในปี 2019 ในชื่อเรื่อง Rescued from Hell – The Story of Jota Cardona อีกด้วย

ShopBack Tips : ในชีวิตเราอาจมีความจำเป็นต้องพูดเรี่องโกหกหลายครั้งในหลายสถานการณ์ แต่สถานการณ์ที่ไม่ควรโกหกก็คือ เวลาที่ต้องเปิดเผยกับครอบครัวหรือคนรัก เวลาที่ต้องพูดความจริงกับเพื่อน และเวลาตอบคำถามสัมภาษณ์งาน เพราะในสถานการณ์เหล่านี้ควรพูดเรื่องจริงและเป็นตัวเราเองให้มากที่สุดจะดีกว่านะคะ ส่วนใครอยากมั่นใจขึ้น ไม่ต้องฝืนโกหกเวลาไปสัมภาษณ์งานก็สามารถไปช้อปเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายสวยๆ จากแบรนด์ดังได้ที่ เซ็นทรัล ออนไลน์ มาเตรียมพร้อมให้ดูมืออาชีพกันได้เลย ประหยัดได้อีกเมื่อช้อปผ่าน ShopBack เพราะได้เงินคืน
ช้อป Central Online ผ่าน ShopBack คลิก!
เรี่องโกหกทั้ง 5 เรื่องที่เรานำมาฝากเป็นเรื่องที่โด่งดังในประวัติศาสตร์ สิ่งเหล่านี้ทำให้เราเห็นว่าการโกหก จิตวิทยามีความเกี่ยวข้องกัน และบางคนก็โกหก ชวนเชื่อ จนคนอื่นไม่คิดด้วยซ้ำว่าพวกเขากำลังโกหก ซึ่งหากเราสังเกตจะพบว่าการโกหกก็มีทั้งเพื่อจุดประสงค์ในการทำร้ายคนอื่น เอาชนะ เพื่อความพอใจส่วนตัว หรือแม้แต่เพื่อปกป้องตัวเองและคนรอบข้าง แล้วเพื่อนๆ หล่ะคิดว่าการโกหกเป็นเรื่องดีหรือไม่ดีกันแน่ ลองมาแชร์ความคิดเห็นกับ ShopBack Blog ได้เลยนะคะ

 

รู้หรือไม่ ! : รู้ไหมว่าจากสถิติคนเราถูกโกหกตั้งแต่ 10-200 ครั้งต่อวัน !! เป็นสถิติที่สูงมากเลยใช่ไหมหล่ะคะ สาเหตุที่คนเราโกหกมีหลายอย่าง บางครั้งก็เป็นการโกหกสีขาวเพราะความหวังดี หรือบางทีก็เป็นการโกหกเพื่อปกปิดความผิด อย่างไรก็ตามอย่าเผลอโกหกคนใกล้ตัวในเรื่องสำคัญจะดีกว่า เพราะอาจเป็นวีรกรรมทำรักพังพึ่งเทพคิวปิดไปงานนี้ก็ช่วยไม่ได้แน่นอน เพราะคนที่ค้นพบว่าแฟนของตัวเองโกหก แม้จะกลับไปคบอีกแต่ก็ไม่อาจเชื่อใจกันร้อยเปอร์เซ็นต์แล้วนั่นเอง

Featured Image Credit : decider.com

ที่มาอ้างอิง : history.howstuffworks.com, wikipedia.org, rd.com

Facebook Comments