ใกล้เข้ามาทุกทีกับวันปีใหม่ 2564 หลายคนคงเตรียมตัวเฉลิมฉลองเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่กันอยู่ใช่ไหมหล่ะคะ แต่อยากรู้กันหรือเปล่าว่าประวัติวันขึ้นปีใหม่นั้นมีที่มาอย่างไร การฉลองเทศกาลปีใหม่นี้เริ่มต้นมาจากไหน และทำไมวันขึ้นปีใหม่ไทยจึงถูกเปลี่ยนจากวันสงกรานต์ในเดือนเมษายนมาเป็นวันที่ 1 มกราคม วันนี้ ShopBack Blog มาประวัติวันขึ้นปีใหม่มาฝากเพื่อนๆ แล้วค่ะ 

คลิกสมัครใช้ ShopBack          รับข่าวสารเงินคืน          แชร์โปร เก็บดีล

 

ShopBack ชวนฟัง : “Blog เล่า” ช่องที่จะพาคุณฟัง เรื่อง Unseen ครอบจักรวาล ที่คุณควรจะรู้ แต่ยังไม่รู้!

❤︎ ฟังสบาย Unseen ได้ทุกเดือนที่ Youtube : Blog เล่า
❤︎ อัปเดตเรื่องราว Unseen กันต่อได้อีกที่ twitter : @BlogLao_Unseen

ประวัติวันขึ้นปีใหม่เริ่มต้นอย่างไรมาดูกัน 

  • เรื่องราวปีใหม่ของชาวบาบิโลน

ประวัติวันปีใหม่, ประวัติวันขึ้นปีใหม่
Image Credit : reddit.com

หากจะพูดถึงประวัติวันปีใหม่เราคงต้องย้อนเรื่องราวไปตั้งแต่ยุคสมัยของชาวบาบิโลนเลยค่ะ เพราะพวกเขานี่แหละคือผู้ริเริ่มคิดค้นการใช้ปฏิทินโดยอาศัยระยะต่างๆ ของดวงจันทร์ในการนับเดือน เมื่อครบ 12 เดือนก็กำหนดให้เป็น 1 ปี จากนั้นเพื่อให้เกิดความพอดีระหว่างปีปฏิทินกับฤดูกาลต่างๆ จึงกำหนดให้มี 13 เดือนทุกๆ 4 ปี และนอกจากการกำหนดปีปฏิทินแล้ว ชาวบาบิโลนแห่งอารยธรรมเมโสโปเตเมียยังมีการจัดเทศกาลเฉลิมฉลองฤดูใบไม้ผลิซึ่งเปรียบเหมือนกันเริ่มต้นปีใหม่ของพวกเขาโดยจัดงานที่เรียกว่า เทศกาลอคิตู (Akitu) เพื่อบูชาเทพเจ้ามาร์ดุค (Marduk) เทพสูงสุดของบาบิโลนอีกด้วย

เทศกาลอคิตูจะถูกจัดขึ้นเป็นเวลาต่อเนื่องถึง 12 วัน โดยช่วงสามวันแรกจะเป็นการสวดมนต์ต่อเทพมาร์ดุคเพื่อขออภัยต่อบาปของชาวเมือง จากนั้นวันที่สามช่างไม้จะทำการแกะสลักรูปเทพเจ้ามาร์ดุคสององค์ ประดับทองคำและหินอัญมณีต่างๆ สวมอาภรณ์สีแดง โดยรูปแกะสลักนี้จะนำมาใช้เฉลิมฉลองในวันที่หกของเทศกาล

จากนั้นในวันที่สี่เหล่านักบวชจะเล่าเรื่องราวตำนานเทพเจ้า จักรวาลและโลก รวมถึงการกำเนิดของกษัตริย์และมนุษย์ วันที่ห้ากษัตริย์จะเป็นผู้สวดสรรเสริญเทพมาร์ดุคโดยถอดเครื่องทรงทั้งหมดออก เมื่อสวดเสร็จแล้วนักบวชจะตบหน้ากษัตริย์จนทรงพระกันแสง (ร้องไห้) เพื่อเป็นการแสดงความเคารพต่อเทพสูงสุด ต่อมาในวันที่ห้ารูปแกะสลักเทพมาร์ดุคจะถูกนำไปซ่อนไว้เพื่อให้สอดคล้องกับเรื่องเล่าว่าเทพอสูรทิอามาท (Tiamat) เทพีแห่งมหาสมุทรและความโกลาหลได้จับตัวเทพเจ้ามาร์ดุคไป นาบู (Nabu) โอรสของเทพมาร์ดุคจึงต้องไปช่วยพระบิดาออกมา

พอเข้าวันที่หกรูปสลักเทพมาร์ดุคจะถูกนำมาเผาเพื่อเป็นสัญญาณการจากไปของเทพมาร์ดุคและเทพแห่งความโกลาหลเข้ามาแทนที่ ต้องให้เทพนาบูและเทพจากนครรัฐต่างๆ ร่วมตามหา โดยใช้สัญลักษณ์เทวรูปเทพนาบูและเทวรูปของเทพเจ้าประจำนครรัฐต่างๆ ที่เป็นเมืองขึ้นของบาบิโลนล่องไปในเรือออกสู่มหาสมุทร โดยมีกษัตริย์และประชาชนร่วมร้องเพลงสรรเสริญ

ในวันที่เจ็ดจะเป็นการเล่าถึงคณะของเทพเจ้านาบูร่วมต่อสู้กับเทพแห่งความโกลาหลจนได้รับชัยชนะ วันที่เก้ารูปเทพมาร์ดุคที่ถูกนำไปซ่อนจะนำมาเก็บรักษาไว้ที่วิหารตามเดิม วันที่สิบรูปสลักเทพเจ้าต่างๆ จะถูกนำมาวางเรียงรายกันรอบโต๊ะอาหารเพื่อเฉลิมฉลองการเป็นหนึ่งเดียวของโลกและสรวงสวรรค์ ในวันนี้กษัตริย์แห่งบาบิโลเนียจะทำการสมรสกับนักบวชหญิงชั้นสูงของวิหารเพื่ออวยพรต่อเทศกาลเพาะปลูกด้วย ส่วนวันที่สิบเอ็ดและสิบสองรูปสลักเทพต่างๆ จะถูกนำไปเก็บรักษาไว้ยังเมืองของตนตามเดิม เหล่าชาวไร่ชาวนาเริ่มทำการเพาะปลูก ก็เป็นอันจบการฉลองเทศกาลอคิตู 12 วันนั่นเอง

https://app.shopback.com/BlogRAF

  • ประวัติวันขึ้นปีใหม่ของชาวโรมัน

ประวัติวันปีใหม่, ประวัติวันขึ้นปีใหม่
Image Credit : wnatvclub.ca

จากยุคของบาบิโลนมาถึงยุคอียิป กรีก และเซมิติกที่นำปฏิทินของบาบิโลนมาดัดแปลงให้ตรงกับฤดูกาลต่างๆ มากขึ้นกระทั่งสมัยโรมันแต่เดิมในสมัยกษัตริย์โรมูลัสปฏิทินมีเพียง 304 วันและมี 10 เดือน ส่วนปีใหม่จะเริ่มในวัน Equinox หรือวันที่ 21 มีนาคมซึ่งเป็นวันที่กลางวันและกลางคืนยาวเท่ากัน จากนั้นกษัตริย์นูมา ปอมปิลุสจึงเพิ่มเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์เข้าไป ต่อมาในสมัยของกษัตริย์จูเลียต ซีซาร์หรือประมาณ 46 ปีก่อนคริสต์กาล ได้ทำการปรับปรุงให้ 1 ปีมี 365 วัน และทุกๆ 4 ปีให้เดือนกุมภาพันธ์มี 29 วัน ทำให้ใกล้เคียงกับปฏิทินในปัจจุบัน

จากนั้นซีซาร์ได้กำหนดให้วันที่ 1 มกราคมเป็นวันขึ้นปีใหม่เพื่อเป็นเกียรติแก่เจนัสเทพเจ้าแห่งการเริ่มต้นของโรมัน ผู้มีสองใบหน้าสื่อถึงการมองกลับไปยังอดีตและมองไปสู่อนาคต ชาวโรมันจะเฉลิมฉลองด้วยการเซ่นสังเวยให้เจนัสโดยแลกเปลี่ยนของขวัญกัน ตกแต่งบ้านด้วยกิ่งไม้ลอเรล และเข้าร่วมงานเลี้ยงต่างๆ กระทั่งเข้าสู่ยุคกลางผู้นำคริสเตียนเปลี่ยนให้วันปีใหม่ จากวันที่ 1 มกราคมเป็นวันอื่นที่มีความสำคัญทางศาสนามากกว่า กระทั่งยุคของพระสันตปาปาเกรกอรี่ที่ 13 จึงได้ประกาศใช้วันที่ 1 มกราคมเป็นวันขึ้นปีใหม่ตามเดิม

ShopBack Tips : จะเห็นได้ว่าตามประวัติศาสตร์แล้วศาสนามีอิทธิพลต่อชาวยุโรปในช่วงยุคกลางอย่างมาก มีการเผยแพร่ความเชื่อวันคริสต์มาสและได้นำเอาวันสำคัญอย่างวันคริสต์มาสมาใช้แทนวันขึ้นปีใหม่อยู่ช่วงหนึ่ง ในทุกช่วงเทศกาลคริสต์มาสทางแถบยุโรปจะตกแต่งบ้านเรือนอย่างสวยงามอลังการ มีการออกแบบร้านค้า ผลิตภัณฑ์ ของขวัญ และอาหารสำหรับช่วงเทศกาลมามากมาย ใครอยากไปสัมผัสบรรยากาศแบบนี้ต้องจองที่พักและตั๋วเดินทางกับ ทริปดอทคอม แล้ววางแพลนไปยุโรปเท่านั้นนะคะ อย่าลืมจองผ่าน ShopBack เพื่อรับเงินคืนด้วยหล่ะ

จอง Trip.com ผ่าน ShopBack คลิก!

  • การฉลองวันปีใหม่ของชาวยุโรป

ประวัติวันปีใหม่, ประวัติวันขึ้นปีใหม่
Image Credit : jimcdn.com

หลังจากกลับมาฉลองปีใหม่ในวันที่ 1 มกราคมอีกครั้ง ชาวยุโรปก็ยังคงฉลองเทศกาลนี้ในรูปแบบดั้งเดิมนั่นก็คือการเพลิดเพิลนไปกับมื้ออาหารและขนมหวานต่างๆ ในสเปนจะมีการเสิร์ฟองุ่นแทนสัญลักษณ์ของความหวัง ขณะที่อาหารปีใหม่แบบดั้งเดิมของฮังการี ออสเตรีย และโปรตุเกสจะเสิร์ฟพืชตระกูลถั่วที่เป็นสัญลักษณ์แทนความมั่งคั่ง มีเค้กรูปวงแหวนและเนื้อหมูแทนความร่ำรวย ส่วนทางตอนใต้ของสหรัฐอเมริกายังมีขนมอบที่ถูกนำมาใช้ในงานนี้ด้วย นอกจากนี้ในสวีเดนและนอร์เวย์จะมีการเสิร์ฟพุดดิ้งข้าวที่มีอัลมอนด์ซ่อนอยู่ ว่ากันว่าใครกินพุดดิ้งแล้วเจอถั่วที่ซ่อนอยู่ก็จะโชคดีไปตลอดปี ส่วนการฉลองตามประวัติวันขึ้นปีใหม่ในทั่วโลกนั้นก็มีธรรมเนียมหลากหลายต่างกันออกไป หลักๆ ก็คือการชมดอกไม้ไฟและการร้องเพลงต้อนรับปีใหม่ค่ะ

ShopBack Tips : ธรรมเนียมการแลกของขวัญมีมาตั้งแต่โบราณ ในปัจจุบันเราอาจปรับมาใช้ของจับฉลากแทน แต่ก็ยังถือเป็นธรรมเนียมแห่งความสุขในการให้และรับของขวัญอยู่นั่นเอง ใครที่กำลังมองหาของขวัญไปใช้จับฉลาก ลองเลือกช้อปจาก เจดี เซ็นทรัล กันได้เลย อย่าลืมช้อปผ่าน ShopBack จะได้ประหยัดได้อีกเพราะเรามีเงินคืนให้แบบสุดคุ้ม

ช้อป JD Central ผ่าน ShopBack คลิก!
 

  • ประวัติวันขึ้นปีใหม่ในประเทศไทย

ประวัติวันปีใหม่, ประวัติวันขึ้นปีใหม่
Image Credit : amazingthailand.com.au

สำหรับประวัติวันปีใหม่ในประเทศไทยนั้นแต่เดิมเราใช้วันแรม 1 ค่ำ เดือนอ้ายเป็นวันขึ้นปีใหม่ แต่ต่อมามีการเปลี่ยนเอาเดือนห้า (เมษายน) มาเป็นวันขึ้นปีใหม่แทนโดยถือเอาวันสงกรานต์เป็นหลัก แต่ต่อมาเมื่อเข้าสู่สมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งพระองค์ริเริ่มการจัดงานเลี้ยงปีใหม่ขึ้นครั้งแรก แต่เมื่อพระองค์เห็นถึงความลำบากในการจัดงานปีใหม่ เพราะสงกรานต์ของไทยแต่เดิมขึ้นอยู่กับปฏิทินจันทรคติซึ่งวันอาจเลื่อนไปไม่ตรงวันเดิมจึงทรงหาทางแก้ไขและได้ประกาศใช้ปฏิทินตามแบบสากลที่รับตามสุริยคติและนับเดือนเมษายนเป็นเดือนแรกและเปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่เป็นวันที่ 1 เมษายน

จากนั้นในพ.ศ.2482 คณะรัฐมนตรีมีการลงมติเป็นเอกฉันท์ให้ใช้วันที่ 1 มกราคม เป็นวันขึ้นปีใหม่แทนเพื่อให้สอดคล้องกับอารยประเทศ แต่คนไทยก็ยังมีเทศกาลเฉลิมฉลองสงกรานต์อย่างสนุกสนานเช่นเดิมในฐานะเป็นปีใหม่ไทยแต่โบราณ ส่วนการฉลองวันปีใหม่สากลนั้นก็มีทั้งการประดับประดาอาคารสถานที่ด้วยไฟสวยๆ การทำบุญใส่บาตรและการสวดมนต์ข้ามปีเพื่อเป็นสิริมงคลของชีวิต การแลกของขวัญ หาของขวัญให้แฟน  และการจัดงานเลี้ยงสนุกๆ รวมถึงหลายคนยังนิยมกลับบ้านไปหาครอบครัวและไหว้ขอพรผู้ใหญ่เพื่อให้ทั้งปีมีแต่ความสุขและสิ่งดีๆ อีกด้วย

ShopBack Tips : ใครยังไม่มีไอเดียว่าจะซื้อของขวัญอะไรให้แฟน ลองเลือกสนีกเกอร์สวยๆ จาก ไนกี้ ดีนะ บางคนอาจมีความเชื่อว่าหากมอบรองเท้าให้กันจะหมายถึงการบอกลา เช่น ความเชื่อในแบบวัยรุ่นญี่ปุ่น แต่ความจริงแล้วการมอบรองเท้าดีๆ สักคู่ให้ก็สามารถแสดงถึงความรัก ความห่วงใย และความเอาใส่ของเราได้เหมือนกัน เพราะรองเท้าคือเครื่องแต่งกายชิ้นสำคัญที่ช่วยรองรับน้ำหนักของเราในแต่ละวัน หากเลือกรองเท้าดีๆ ให้คุณแฟนแถมเป็นรองเท้าดีไซน์สวย รุ่นนิยมจากไนกี้ รับรองถูกใจคนรับแน่นอน ที่สำคัญต้องอย่าลืมช้อปผ่าน ShopBack เพื่อรับเงินคืนด้วยนะ

ช้อป Nike ผ่าน ShopBack คลิก!
 

ได้รู้จักกับประวัติวันขึ้นปีใหม่กันไปแล้วนะคะว่าประวัติวันปีใหม่นั้นเริ่มมาตั้งแต่ยุคเมโสโปเตเมียกันเลยทีเดียว แล้วปีใหม่นี้เพื่อนๆ จะไปฉลองที่ไหนบ้าง ? ไม่ว่าไปที่ไหน ShopBack Blog ก็ขอให้แฮปปี้ตลอดปี 2021 ที่กำลังจะมาถึงนะคะ

 

Featured Image Credit : followinghadrian.com

ที่มาอ้างอิง : history.com, silpa-mag.com

Facebook Comments